คราวที่แล้ว เขียนไว้อ่านเล่นเฉยๆ ไม่นึกว่าจะได้ Hot Post ด้วย งั้นเขียนต่ออีกหน่อย

 

Entry ที่แล้ว พูดถึงการพันเท้า/รัดเท้า/มัดเท้า เอาไว้ว่า นอกจากจะเป็นบันไดสู่ความสุขสบาย มั่งคั่ง ร่ำรวย ของสาวจีนในสมัยก่อนแล้ว มันยังมีเรื่องของ Sex เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คราวที่แล้วข้ามไป คราวนี้มาต่อกันเลย

 

(มี comment คราวก่อน แนะนำหนังสือให้อ่านเกี่ยวกับเรื่องพันเท้า แล้วก็ Sex นี่แหละ แต่ผมหาไม่ได้เลยแฮะ ดูท่าหนังสือจะเก่าไป หาข้อมูลเอาจากเน็ตนี่แหละ)

 

อ้างอิงและเพิ่มเติมจากคราวก่อนนิด การพันเท้าโดยมากทำกันในหญิงสาวที่ครอบครัวมีอันจะกิน ส่วนหญิงสาวที่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ทำไร่ไถนานอกบ่้านจะไม่ได้พันเท้าด้วย

การพันเท้าไม่ได้พันกันสดๆดื้อๆ หากแต่มีการใช้ น้ำยา สมุนไพร เลือดสัตว์ และส่วนประกอบอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง การพันเท้าจะเริ่มทำการในช่วงหน้าหนาว หรือฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งอากาศจะเย็น เท้าจะชา ความเจ็บปวดจะลดน้อยลง เริ่มต้นด้วยการแช่เท้าในน้ำยา หรือสมุนไพร จากนั้นทำการขัดถูเพื่อกำจัดเซลล์ที่ตายไปแล้ว แล้วก็นำผ้าที่แช่น้ำอุ่น สมุนไพรหรือเลือดสัตว์สูตรเดียวกับที่แช่เท้าเมื่อกี๊ มาพันเท้าให้แน่น พันให้นิ้วเท้าทั้ง 4 พับไปหาส้นเท้า จากนั้นคลายและรัดใหม่ให้แน่นกว่าเดิมทุกๆ 2 วัน ในระหว่างนี้ก็เกิดเหตุการณ์

 

เป๊าะ~~~!!

 

 

นิ้วโป้งเท้ากล่าวว่า "ลาก่อน ทั้ง 4 นิ้ว ฉันจะไม่ลืมพวกนายเด็ดขาด"

 

จากนั้น ใช้เวลา 2 ปีในการทำแบบนี้ เท้าก็จะยาวแค่ 3-4 นิ้ว เป็นเท้าดอกบัวทองสมใจ โดยเท้าดอกบัวทองที่สมบูรณ์แบบจะต้องมีลักษณะ 7 ประการดังนั้น บาง , เล็ก , ปลายแหลม , โค้งได้รูป , หอม , นุ่ม , สมมาตร/สมดุลกัน

 

Entry ก่อน พูดไปว่า สาวที่ไม่ได้พันเท้าจะไม่มีใครแต่งงานด้วย หน้าที่ในการหาคู่นี่จะเป็นหน้าที่ของแม่ฝ่ายชาย ซึ่งจะมีหน้าที่หาคู่ที่เหมาะสมให้กับลูกชาย โดยคู่ที่จะเลือกให้ลูกชายต้องมีเท้าดอกบัวทองคำนี่แหละ เรียกว่า เลิกผ้าดูเท้าก่อนดูหน้า ด้วยซ้ำ

Q : ถ้าเลิกผ้าดูเท้าแล้วผู้หญิงคนนั้นไม่ได้พันเท้าจะเป็นยังไง?

A : แม่ฝ่ายชายจะไม่ให้ลูกชายคุยกับหญิงสาวคนนั้นอีกเลย

 

ขั้นตอนดังกล่าวสร้างความเจ็บปวดยังไม่เท่าไหร่ หลังจากพันเท้าแล้ว ยังมี สิ่งอื่นมีผลตามมาอีก อย่างเช่น การติดเชื้อ ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น

เล็บนิ้วโป้งเท้าที่ถูกมัดพันไว้ เกิดการเติบโต หรือยาวขึ้นมา แต่ออกไปไหนไม่ได้ เพราะผ้ามันรัด ก็จะกดทับเข้าไปในเนื้อแทน ส่งผลให้เกิดแผล เนื้อตาย เนื้อเน่า หรือที่เลวร้ายก็คือเท้าเน่าใน 3 ปี ส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นตามมา (นึกภาพเล็บขบ) จากนั้นก็ลองคิดดูว่าถ้าเนื้อตายไปเรื่อยๆจะเป็นยังไง

 

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นยึดเมืองจีนได้ ได้มีการสั่งห้ามการพันเท้า และได้ทำการ X-ray เท้าของหญิงชาวจีนที่มีการพันเท้า และนี่คือตัวอย่างภาพที่ได้

 

 

 

กลับมาสู่เหตุผลที่อัพต่อเนื่องคราวนี้ ในส่วนของ Sex ล่ะ ว่าพันเท้าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Sex

การเดินในขณะที่พันเท้าไม่สามารถเดินตรงๆได้อย่างมั่นคง เนื่องจากการพันเท้า ทำให้ส่วนล่างของขา ฝ่อ ลีบ ทำให้ต้องเดินแบบแกว่งๆ หรือสเต็ปออกข้าง การเดินแบบนี้จะใช้กล้ามเนื้อส่วนสะโพกในการเดิน ส่งผลให้กล้ามเนื้อส่วนสะโพกเกิดการพัฒนา ขยายใหญ่ (ไอ้ที่เขาว่าเวลาเลือกลูกสะใภ้ ให้เลือกคนที่คนสะโพกใหญ่ สะโพกผาย เวลาคลอดลูกจะคลอดได้สะดวก อาจจะมาจากนี่ก็ได้นะ) รวมไปถึงส่วนกระดูกเชิงกราน (แถวๆนั้นแหละ) และกล้ามเนื้อส่วน perineum (แปลเป็นไทยไม่ถูก ทับศัพท์แล้วกัน มันคือพื้นที่เล็กๆ ระหว่างประตูหน้าและประตูหลังนั่นแหละ) เกิดความตึง กระชับ ราวกับสาวบริสุทธิ์ ยังไงยังงั้น - - 'a

 

นอกเหนือจากนั้น ในสมัยราชวงศ์ชิง ( Qing ) ยังมี Sex Manual ลิสต์รายการ "48 วิธีกามกิจกับเท้าที่ถูกมัด" (ไม่สามารถหารูปภาพมาประกอบได้ )ด้วย เรียกว่าเป็น Foot Fetish กันทั้งประเทศก็ได้

.oO เหมือนมันแข่งกับกามาสุตราของอินเดียยังไงไม่รู้ ประวัติศาสตร์กาเมของจีนกว่า 1000 ปี

 

จริงแท้ไม่รู้ แต่มีการกล่าวกันว่า ซินเดอเรลล่า อาจมีต้นกำเนิดมาจากจีน สาเหตที่เจ้าชายชอบซินเดอเรลล่า เนื่องจากมีเท้าเล็กที่สุดในอาณาจักร เพราะซินเดอเรลล่าพันเท้า ทำให้ใส่รองเท้าแบบข้างล่างได้ นอกจากนั้นในบางเวอร์ชั่น ยังพูดถึงพี่สาวต่างแม่ของซินเดอเรลล่าที่พยายามเฉือนนิ้วเท้า หักนิ้วเท้าตัวเอง เพื่อให้สามารถสวมรองเท้าได้

 

ตัวอย่างรองเท้าของสาวจีนที่พันเท้า

Credit : http://starbulletin.com/98/03/10/features/story1.html

 

Source :

http://www.romanization.com/books/formosan_odyssey/footbinding.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Footbinding

http://www.ccds.charlotte.nc.us/History/China/04/hutchins/hutchins.htm

http://www.straightdope.com/classics/a981023.html

http://starbulletin.com/98/03/10/features/story1.html

http://www.heyokamagazine.com/HEYOKA.6.FASHION.Foot-binding.htm

 

PS 1. ในที่สุดก็อัพบล็ิอกได้ตามแนวสโลแกนบล็อกตัวเองซะที

PS 2. ไปดูหนูวัลลีคนเก็บขยะ ( Wall-E ) มาเมื่อวันอาทิตย์ ดูไปน้ำตาไหลไป โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ทำไมตู Sensitive ขนาดนี้นะ

PS 3. ใครยังไม่ได้ดูหนูวัลลี ไปดูกันซะนะครับ หนังดีมากๆ

PS 4. Proudly Present : Test จิตใจอันสกปรกของคุณเอง

PS 5. เก็บข้อมูลนิด ใครยังใช้ IE อยู่มั่ง

PS 6. รอบหน้า อาจจะเขียน "เกิดเป็นชาย ลำบากจริงหนอ"

PS 7. ไม่มี จะ PS อะไรนักหนา - -

 

Comment

Comment:

Tweet

PS 6. รอบหน้า อาจจะเขียน "เกิดเป็นชาย หื่นจริงหนอ" <<< ทำไมเห็นเป็นแบบนี้ :P

#9 By Little Lamb on 2008-08-21 16:55

เป็นเท้าที่รูปร่างแปลกชะมัด... มันมีต้นกำเนิดตั้งแต่แรกเริ่มยังไงเนี่ย... sad smile

#8 By Ellebazi on 2008-08-20 20:45

แม่เจ้า - - เพิ่มดีกรีความซาดิสจาก entry เดิมมากมายHot!

#7 By on 2008-08-20 19:14

ทรมานแย่เลยล่ะ เกิดเป็นลูกคนมีเงินสมัยนั้นน่าสงสารแย่...

#6 By xelloss on 2008-08-20 18:15

ใช้ IE เจ้าค่ะ

อืม งึม... Hot!

#5 By Choco on 2008-08-20 16:03

เห็นว่าการใส่รองเท้าส้นสูงที่มีขนาดพอดี(น่าจะราวๆ 2 นิ้ว?)ก็มีผลทำให้กล้ามเนื้อส่วนนั้นกระชับขึ้นเช่นกัน

เดินเขย่งๆหน่อยเป็นการออกกำลังสินะ...

#4 By blade on 2008-08-20 10:10

-*-...งะเห็นแล้วหยอง...เหอะๆ
ดีแหะที่เกิดมายุคนี้

#3 By Kurei on 2008-08-20 09:47

แค่เห็นรองเท้าก็กลืนน้ำลายเอื๊อก แล้ว เจ็บแทนเลยsad smile sad smile (โอ้ คอมเม้นแรกก็ชื่อนานา ฮ่า)

#2 By (^_^)/nana on 2008-08-20 09:32

sad smile ...รู้สึกว่าตัวเองโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้เกิดเป็นหญิงสมัยก่อน

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ว่าจะเกิดตอนนี้หรือตอนไหนๆ
เกิดเป็นคนมันก็ลำบากด้วยกันทั้งนั้น จริงมั๊ยคะ

#1 By Rabbiz! on 2008-08-20 09:12